คำถามแรกๆ ของเจ้าของกิจการเมื่อต้องสร้างโรงงานใหม่หรือขยายไลน์ผลิตคือ “ต้องใช้เงินเท่าไหร่?” โดยเฉพาะกับระบบ “ไฟฟ้าโรงงาน” ซึ่งถือเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ (Capital Expenditure) ของโครงการ
บทความนี้จะพาคุณไปชำแหละโครงสร้างราคาของการติดตั้งระบบไฟฟ้าในโรงงาน เพื่อให้คุณวางแผนงบประมาณได้แม่นยำ ไม่เจอปัญหางบบานปลาย (Cost Overrun) ในภายหลัง
1. ต้นทุนค่าติดตั้งเริ่มต้น (Initial Cost)
นี่คือค่าใช้จ่ายก้อนแรกและก้อนใหญ่ที่สุด ซึ่งจะแปรผันตามขนาดของโรงงาน (พื้นที่ใช้สอย) และกำลังการผลิต (Load) โดยแบ่งเป็นส่วนย่อยดังนี้:
- ค่าขยายเขตและหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer): หากโรงงานใช้ไฟเยอะจนต้องมีหม้อแปลงส่วนตัว ราคาจะขึ้นอยู่กับขนาด (kVA) ของหม้อแปลง ยี่ห้อ และประเภท (แบบน้ำมัน หรือ แบบ Dry Type) ราคามีตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท
- ค่าตู้เมนไฟฟ้า (MDB & Switchboard): หัวใจของระบบ ไฟฟ้าโรงงาน ราคาขึ้นอยู่กับจำนวนวงจรย่อย ยี่ห้อของอุปกรณ์ภายใน (Breaker, Magnetic) และมาตรฐานของตู้เหล็ก
- ค่าสายไฟและรางเดินสาย (Cabling & Wireway): มักเป็นส่วนที่ “แพงกว่าที่คิด” เพราะราคาทองแดงมีความผันผวน และโรงงานมักมีระยะเดินสายที่ไกล การเลือกใช้สายไฟเกรดโรงงาน (เช่น สาย NYY, CV) จะมีราคาสูงกว่าสายไฟบ้าน
- ค่าแรงติดตั้งและวิศวกรคุมงาน: ปกติจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าของ หรือคิดตามปริมาณจุดติดตั้ง (Man-day)
ข้อแนะนำ: อย่าเลือกผู้รับเหมาที่ราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว เพราะอาจมีการลดสเปกสายไฟ หรือใช้ท่อร้อยสายบาง ซึ่งจะส่งผลเสียระยะยาว
2. ต้นทุนค่าพลังงานรายเดือน (Operating Cost)
เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ค่าใช้จ่ายที่ตามมาคือ “บิลค่าไฟ” ซึ่งระบบ ไฟฟ้าโรงงาน มีโครงสร้างค่าไฟต่างจากบ้านพักอาศัย:
- ค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Charge): คิดตามหน่วยที่ใช้จริง (kWh)
- ค่าความต้องการพลังงานไฟฟ้า (Demand Charge): คิดจากช่วงที่โรงงานใช้ไฟ “พีคที่สุด” ในรอบเดือน แม้จะพีคแค่ 15 นาที ก็จะถูกนำมาคิดเงินทั้งเดือน
- ค่าปรับ Power Factor (PF Charge): หากระบบไฟฟ้าโรงงานไม่มี Capacitor Bank หรือตัวแก้ค่า PF ที่ดี การไฟฟ้าจะปรับเงินส่วนนี้เพิ่ม
Tip: การลงทุนติดตั้งระบบ Peak Shaving หรือ Solar Rooftop อาจเพิ่มต้นทุนแรกเข้า แต่จะช่วยลด Operating Cost ส่วนนี้ได้มหาศาลในระยะยาว
3. ต้นทุนการบำรุงรักษา (Maintenance Cost)
หลายโรงงานลืมตั้งงบส่วนนี้ไว้ ทำให้เมื่อเครื่องจักรเสีย ไม่มีเงินซ่อมทันที
- Preventive Maintenance (PM): การจ้างวิศวกรเข้าตรวจสอบประจำปี, การทำ Thermo Scan, การทำความสะอาดตู้ไฟ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถือเป็น “ค่าประกันความเสี่ยง” ที่คุ้มค่า
- Corrective Maintenance (CM): ค่าซ่อมเมื่อเสียจริง เช่น เบรกเกอร์ระเบิด หรือสายไฟไหม้ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้มักแพงกว่าการทำ PM หลายเท่า
4. ต้นทุนแฝง (Hidden Cost) ที่มองไม่เห็น
หากวางระบบ ไฟฟ้าโรงงาน ไม่ดีตั้งแต่ต้น คุณจะต้องจ่ายค่าสิ่งเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว:
- Downtime Cost: มูลค่าความเสียหายเมื่อไฟดับ 1 ชั่วโมง โรงงานคุณเสียโอกาสผลิตสินค้าไปกี่บาท?
- Equipment Damage: ไฟที่จ่ายมาไม่นิ่ง (ไฟตก/ไฟกระชาก) ทำให้มอเตอร์และบอร์ดวงจรอายุสั้นลง ต้องเปลี่ยนอะไหล่บ่อยกว่าปกติ
สรุป: วางงบอย่างไรให้คุ้มค่า?
การทำงบประมาณสำหรับ ไฟฟ้าโรงงาน ไม่ใช่แค่การหาเจ้าที่เสนอราคาถูกที่สุด แต่คือการมองหา “จุดคุ้มทุน (ROI)” ที่ดีที่สุด
- ยอมจ่ายค่าสายไฟเบอร์ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย เพื่อลดความร้อนและประหยัดค่าไฟในระยะยาว
- ยอมจ่ายค่าอุปกรณ์ป้องกันไฟตก เพื่อปกป้องเครื่องจักรราคาแพง
- ยอมจ่ายค่าตรวจสอบประจำปี เพื่อป้องกันไฟไหม้โรงงาน
การตัดงบระบบไฟฟ้า คือการตัดความปลอดภัยและความมั่นคงของธุรกิจคุณเอง

