Search

การออกแบบ “ไฟฟ้าโรงงาน” เริ่มต้นอย่างไร? เจาะลึกแบบ Single Line Diagram และการคำนวณโหลด

การสร้างโรงงานใหม่หรือขยายไลน์การผลิต สิ่งที่ผิดพลาดแล้วแก้ไขยากที่สุดและมีราคาแพงที่สุดคือ “ระบบไฟฟ้าโรงงาน” หากเดินสายไฟผิดขนาด หรือเลือกหม้อแปลงเล็กเกินไป การจะรื้อทำใหม่นั้นหมายถึงการหยุดชะงักของทั้งโรงงาน

การวางระบบที่ดีจึงต้องเริ่มต้นที่แผ่นกระดาษ หรือที่วิศวกรเรียกกันว่าการทำแบบ Single Line Diagram (SLD) บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจพื้นฐานการออกแบบระบบไฟฟ้าสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมครับ

Single Line Diagram (SLD) คืออะไร?

Single Line Diagram (แผนภาพเส้นเดี่ยว) คือ “แผนที่” ของระบบ ไฟฟ้าโรงงาน ทั้งหมด โดยใช้สัญลักษณ์ทางไฟฟ้าและเส้นเพียงเส้นเดียวเพื่อแสดงการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ต่างๆ ตั้งแต่จุดรับไฟจากการไฟฟ้าฯ (หม้อแปลง) วิ่งผ่านตู้เมน (MDB) ไปจนถึงตู้ควบคุมย่อย (DB) และเครื่องจักร

ทำไม SLD ถึงสำคัญ?

  • เพื่อขออนุญาต: การไฟฟ้าฯ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม จะต้องใช้แบบ SLD ที่เซ็นรับรองโดยวิศวกร (กว.) เพื่อพิจารณาจ่ายไฟ
  • เพื่อง่ายต่อการซ่อมบำรุง: เมื่อไฟดับหรือเบรกเกอร์ทริป ช่างซ่อมบำรุงจะดู SLD เพื่อไล่หาสาเหตุว่าเบรกเกอร์ตัวไหนคุมโซนไหนอยู่
  • เพื่อความปลอดภัย: ช่วยให้เห็นภาพรวมของระบบป้องกัน (Protection System) ว่าได้มาตรฐานหรือไม่

4 ขั้นตอนหลักในการออกแบบ “ไฟฟ้าโรงงาน”

หากคุณกำลังวางแผนทำระบบไฟฟ้า นี่คือขั้นตอนที่วิศวกรจะใช้ในการทำงานครับ:

1. การรวบรวมและประเมินโหลดไฟฟ้า (Load Estimation)

ขั้นตอนแรกคือการนำรายการเครื่องจักร โคมไฟ แอร์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดในโรงงานมาคำนวณหาปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Maximum Demand)

วิศวกรจะใช้สมการกำลังไฟฟ้า 3 เฟสในการคำนวณเบื้องต้น:

$$P = \sqrt{3} \times V \times I \times \cos(\theta)$$

(โดยที่ $P$ คือกำลังไฟฟ้า, $V$ คือแรงดัน 380V, $I$ คือกระแสไฟฟ้า และ $\cos(\theta)$ คือ Power Factor)

2. การเผื่ออนาคต (Demand Factor & Future Load)

เครื่องจักรในโรงงานไม่ได้เปิดทำงานพร้อมกัน 100% ตลอดเวลา การออกแบบ ไฟฟ้าโรงงาน ที่ดีจะมีการคูณค่า Demand Factor (เช่น 0.8) เข้าไปเพื่อไม่ให้ต้องซื้อหม้อแปลงขนาดใหญ่เกินความจำเป็น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผื่อ Spare (พื้นที่สำรอง) ไว้ประมาณ 20-30% สำหรับการลงเครื่องจักรเพิ่มในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

3. การเลือกขนาดหม้อแปลงและสายเมน (Transformer & Main Cable Sizing)

เมื่อรู้โหลดรวมแล้ว จะนำไปกำหนดขนาดหม้อแปลง (เช่น 500 kVA หรือ 1000 kVA) และคำนวณขนาดสายไฟเมนประธานที่ต้องเดินจากหม้อแปลงมายังตู้ MDB การเลือกสายไฟต้องดูทั้งเรื่องพิกัดการทนกระแส (Ampacity) และแรงดันตก (Voltage Drop) ที่ต้องไม่เกินมาตรฐาน วสท.

4. การออกแบบระบบป้องกัน (Protection Coordination)

ในตู้ MDB จะต้องมีการจัดเรียงเบรกเกอร์ให้ทำงานสัมพันธ์กัน หากเกิดไฟฟ้าลัดวงจรที่มอเตอร์ตัวหนึ่ง เบรกเกอร์ย่อยตัวนั้นต้องตัดไฟ “ก่อน” ที่เบรกเกอร์เมนหลักจะตัด เพื่อไม่ให้ไฟดับทั้งโรงงาน (เรียกว่าการทำ Selectivity)

ความผิดพลาดที่พบบ่อยในการออกแบบไฟฟ้าโรงงาน

  • ไม่เผื่อ Load อนาคต: ทำให้เมื่อซื้อเครื่องจักรใหม่มา ต้องเสียเงินเดินเมนไฟใหม่ทั้งหมด หรือต้องขอขยายหม้อแปลงใหม่ซึ่งยุ่งยากมาก
  • ใช้สายไฟผิดประเภท: เช่น นำสายไฟสำหรับเดินในอาคาร ไปฝังดินโดยไม่มีท่อร้อยสาย ทำให้ความชื้นเข้าและเกิดไฟรั่ว
  • ไม่มีระบบกรองฮาร์มอนิก: สำหรับโรงงานที่มีการใช้อินเวอร์เตอร์ (VSD) จำนวนมาก หากไม่ใส่ตัวกรองในตู้ MDB จะทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ รวนได้

สรุป

ระบบ ไฟฟ้าโรงงาน ไม่ใช่เรื่องของการจ้างช่างมาลากสายไฟแล้วจบ แต่เป็นงานวิศวกรรมที่ต้องอาศัยการคำนวณและวางแผนผ่าน Single Line Diagram ที่รัดกุม การออกแบบที่ดีตั้งแต่ต้นจะช่วยประหยัดงบประมาณในการซ่อมบำรุง ลดค่าไฟ และที่สำคัญที่สุดคือรับประกันความปลอดภัยของทุกคนในโรงงาน

Share the Post:

Related Posts

Thai-inter Electric industries
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.