ในภาคอุตสาหกรรม “ไฟฟ้าโรงงาน” เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเครื่องจักรและกระบวนการผลิตทั้งหมด หากระบบไฟฟ้ามีปัญหา ไม่เพียงแต่จะทำให้การผลิตหยุดชะงัก (Downtime) แต่ยังอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องจักรราคาแพง หรืออันตรายถึงชีวิตได้ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าโรงงานให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงการดูแลรักษา
ไฟฟ้าโรงงาน แตกต่างจากไฟฟ้าตามบ้านอย่างไร?
หลายคนอาจสงสัยว่า ไฟฟ้าโรงงาน ต่างกับไฟฟ้าที่ใช้ในที่พักอาศัยอย่างไร ข้อแตกต่างหลักๆ มีดังนี้:
- แรงดันและระบบเฟส:
- ไฟบ้าน: มักใช้ระบบ 1 เฟส (Single Phase) 220V เหมาะสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป
- ไฟฟ้าโรงงาน: ส่วนใหญ่ใช้ระบบ 3 เฟส (Three Phase) 380V หรือสูงกว่า เพื่อรองรับเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่กินไฟมาก การใช้ไฟ 3 เฟสช่วยให้ส่งกำลังไฟฟ้าได้ดีกว่าและประหยัดค่าสายไฟในระยะยาวสำหรับโหลดสูงๆ
- ความซับซ้อนของระบบ: ระบบไฟฟ้าในโรงงานต้องมีการออกแบบตู้ควบคุม (Control Panel) ระบบป้องกันไฟกระชาก และระบบสำรองไฟที่ซับซ้อนกว่ามาก
- มาตรฐานความปลอดภัย: กฎหมายและมาตรฐานวิศวกรรมสำหรับโรงงานมีความเข้มงวดสูงกว่า เพื่อป้องกันอัคคีภัยและอุบัติเหตุจากการทำงาน
องค์ประกอบหลักของระบบไฟฟ้าโรงงาน
การติดตั้ง ไฟฟ้าโรงงาน ที่ได้มาตรฐาน ต้องประกอบด้วยอุปกรณ์สำคัญ ดังนี้:
1. หม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer)
ด่านแรกในการรับไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฯ เพื่อปรับแรงดันให้เหมาะสมกับเครื่องจักรในโรงงาน การเลือกขนาดหม้อแปลงต้องคำนวณจาก Load หรือปริมาณการใช้ไฟทั้งหมดในโรงงาน
2. ตู้ MDB (Main Distribution Board)
ตู้สวิตช์บอร์ดหลัก หรือตู้เมนไฟฟ้า ทำหน้าที่รับไฟจากหม้อแปลงและจ่ายไปยังส่วนต่างๆ ของโรงงาน ภายในประกอบด้วยเซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) มิเตอร์วัดค่าพลังงาน และอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ
3. ตู้ควบคุมย่อย (Sub-Distribution Board)
ทำหน้าที่รับไฟต่อจากตู้ MDB เพื่อจ่ายไปยังโซนเครื่องจักรต่างๆ หรือระบบแสงสว่าง ช่วยให้ง่ายต่อการซ่อมบำรุงเฉพาะจุดโดยไม่ต้องดับไฟทั้งโรงงาน
4. ระบบสายดินและระบบล่อฟ้า (Grounding & Lightning Protection)
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ ความปลอดภัยไฟฟ้าโรงงาน คือระบบสายดินที่ได้ค่าความต้านทานตามมาตรฐาน วสท. เพื่อป้องกันไฟรั่วดูดพนักงาน และระบบล่อฟ้าเพื่อป้องกันความเสียหายจากภัยธรรมชาติ
ความสำคัญของการตรวจสอบและบำรุงรักษาไฟฟ้าโรงงาน (PM)
การติดตั้งที่ดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การบำรุงรักษา (Preventive Maintenance – PM) คือกุญแจสำคัญ การตรวจเช็คระบบไฟฟ้าโรงงานประจำปี มีข้อดีคือ:
- ลดความเสี่ยงอัคคีภัย: จุดต่อสายไฟที่หลวม (Loose connection) ทำให้เกิดความร้อนสะสม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของไฟไหม้โรงงาน
- ยืดอายุการใช้งานเครื่องจักร: กระแสไฟที่เสถียรช่วยให้มอเตอร์และแผงวงจรของเครื่องจักรไม่เสียหาย
- ประหยัดค่าไฟ: อุปกรณ์ที่ทำงานผิดปกติมักกินไฟมากกว่าปกติ การตรวจสอบจะช่วยหาจุดรั่วไหลของพลังงานได้
- ถูกกฎหมาย: กฎหมายกำหนดให้โรงงานต้องมีการตรวจสอบระบบไฟฟ้าโดยวิศวกรวิชาชีพเป็นประจำทุกปี
การเลือกผู้รับเหมาติดตั้งไฟฟ้าโรงงาน ต้องดูอะไรบ้าง?
หากคุณกำลังมองหาทีมงานเพื่อ ติดตั้งไฟฟ้าโรงงาน หรือปรับปรุงระบบ ควรพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้:
- ใบอนุญาตวิศวกร: ต้องมีวิศวกรไฟฟ้าที่มีใบ กว. ควบคุมงานและเซ็นรับรองแบบ
- ประสบการณ์หน้างาน: เคยผ่านงานโรงงานประเภทเดียวกันหรือไม่ เพราะโรงงานอาหาร โรงงานเคมี และโรงงานเหล็ก มีข้อกำหนดต่างกัน
- บริการหลังการขาย: มีทีม Service ที่พร้อมเข้าแก้ไขหน้างานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชม. หรือไม่
สรุป
ไฟฟ้าโรงงาน เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งในการออกแบบ ติดตั้ง และบำรุงรักษา การลงทุนกับระบบไฟฟ้าที่มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นการสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจของคุณในระยะยาว

